Yantra Suite

“ยันต์” สวีท

Wind Orchestra |

Grade 5+

| 2025
| 34′

คำอธิบายเพลง

Yantra Suite for Wind Orchestra “ยันต์” สวีทสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม

บทประพันธ์ ยันต์ สวีทสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมชิ้นนี้ การประพันธ์มีแนวคิดมาจากบทประพันธ์ดนตรีในรูปแบบของเพลงชุด (Suite) ซึ่งมิได้ใช้เพื่อการเต้นรำ เพียงแต่ได้นำแนวคิดบทเพลงชุดมากำหนดทิศทางของรูปแบบการประพันธ์ โดยชื่อของบทประพันธ์เพลงชุดนี้สื่อถึง อักขระหรือรูปภาพที่เขียน สัก หรือแกะสลัก ลงบนแผ่นผ้า ผิวหนัง ไม้ โลหะ ซึ่งโดยรวมจะรู้จักและเรียกสิ่งเหล่านี้ว่ายันต์ ที่มาของชื่อภาษาไทยในชื่อท่อนเพลงแต่ละท่อนนั้น มาจากชื่อของยันต์ชนิดนั้น ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีความแตกต่างกัน มีที่มาจากคติความเชื่อที่ต่างกัน โดยชื่อที่ใช้จะมาจากชื่อที่ถูกเรียกจากภาพของยันต์ที่เห็น

ท่อนที่ 1 แปดทิศ

ผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากลายยันต์แปดทิศหรืออิติปิโสแปดทิศ ในปัจจุบันลายยันต์แบบนี้จะถูกเรียกสั้น ๆ ว่ายันต์แปดทิศ ซึ่งเป็นยันที่มีคติความเชื่อว่าผู้ที่สักหรือผู้ที่มียันต์นี้จะได้รับพุทธคุณทางด้านการปกป้องภัย สามารถที่จะป้องกันภัยให้กับผู้ที่มียันต์นี้ได้รอบตัว และมีความเชื่อว่าสามารถป้องกันพิษสัตว์ต่าง ๆ ได้ ในอดีตผู้ที่ต้องเดินทางเข้าป่าหรือพระธุดงค์ มักจะเขียนไว้ที่พื้นเสมอเพื่อช่วยป้องกันสัตว์ร้าย และภูตผีปิศาจ มีการนำบทสรรเสริญพุทธคุณมาเรียงใหม่ โดยเรียงตามลำดับแบบวางไม้กระทู้หรือวางให้อ่านได้ในแนวตั้งลงไป เป็นบทอิติปิโสเหมือนโคลงกระทู้ โดยกระทู้ท่อนหนึ่งแบกคำ (ในแนวระนาบ) ไว้ ๗ คำ ได้คาถา ๘ บท จากหลักการสร้างยันต์แปดทิศ ผู้ประพันธ์ได้เลือกโน้ตแปดตัวซึ่งใช้แทนทิศทั้งแปดมาจัดเรียงในแบบแนวตั้งและแนวนอน เพื่อใช้เป็นแนวคิดหลักในการประพันธ์เพลงท่อนนี้

ท่อนที่ 2 สาลิกา

บทเพลงท่อนนี้ผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากยันต์สาลิกาลิ้นทอง สาลิกาคู่ และยันต์มหาเสน่ห์สาลิกา ซึ่งภาพลายของยันต์มีความอ่อนช้อยสวยงาม มักใช้รูปสัตว์ในอิริยาบถเกี้ยวพาราสี ซึ่งส่งผลพุทธคุณเกี่ยวกับทางด้านเมตตามหาเสน่ห์ เป็นที่นิยมสักกันมากในปัจจุบันทั้งชายหญิง จากคติความเชื่อดังกล่าวที่เป็นแรงบันดาลใจในการประพันธ์จึงเลือกใช้บทเพลงท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความไพเราะ อ่อนหวาน งดงามตามที่มาของลายยันต์ที่เลือกใช้โดยใช้เทคนิคการคัดทำนองจากบทเพลงไทยเดิมชื่อว่าเพลงสาลิกาแก้ว ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้หน้าทับสองไม้ ใช้บรรเลงขับกล่อมและบรรเลงประกอบการแสดงโขนละครทั่วไป เพลงสาลิกาแก้วเป็นเพลงไทยเดิมที่ได้รับความนิยม จากการค้นคว้าพบว่า ศ.ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้นำบทเพลงสาลิกาแก้วมาขยายเป็นเพลงไทยเดิมประเภทเพลงเถาอีกด้วย

ท่อนที่ 3 ลิงลม

ยันต์ลิงลมคือลายยันต์ที่ผู้ประพันธ์เลือกมาใช้ในบทเพลงท่อนนี้ ถ้ากล่าวถึงลิงก็จะนึกถึงพฤติกรรมของลิงที่คล่องแคล่วว่องไว รวดเร็วปราดเปรียว โดยคติความเชื่อในพุทธคุณของผู้ที่สักยันต์ลิงลมหรือผู้ที่มียันต์ลิงลมไว้บูชา ก็จะเชื่อกันว่าจะเป็นผู้ที่สามารถหลบหลีกภัยต่าง ๆ ได้อย่างรวมเร็ว และแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ที่จะเข้ามาถึงตัว บทเพลงท่อนนี้จึงเป็นท่อนที่มีอัตราความเร็วอยู่ในอัตราเร็วมากตลอดทั้งท่อนเพลงโดยจะมีแค่การเปลี่ยนแค่ชีพจรจังหวะ (Pulse) ในบางช่วง

ท่อนที่ 4 เสือเผ่น 

ในบรรดาลายยันต์รูปสัตว์ที่ได้รับความนิยมในผู้ที่มีความเชื่อเรื่องพุทธคุณของลายยันต์ก็คือยันต์ลายเสือ ซึ่งยันต์ลายเสือสามารถแยกออกไปได้อีกหลายแบบ เช่น เสือคู่ เสือเหลียวหลัง เสือซ่อนเล็บ เสือหัวขาด เป็นต้น ซึ่งพุทธคุณต่าง ๆ ในภาพรวมก็มีความใกล้เคียงกันคือส่งเสริมทางด้านอำนาจบารมี คงกระพันชาตรี ซึ่งยันต์ยันต์เสือเผ่นเป็นยันต์ที่คนไทยรู้จักคุ้นเคย 

บทประพันธ์เพลงในท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความยาวประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นท่อนที่ยาวที่สุดของทุกท่อน เนื่องจากมีหลากหลายลีลาตามพฤติกรรมของเสือซึ่งเป็นลายยันต์ที่เลือกมาใช้ โดยบทเพลงนี้แบ่งได้ทั้งสิ้น 12 ตอน โดยทุกตอนอยู่ในกุญแจเสียง F ไมเนอร์ โดยเปลี่ยนลีลาและอัตราความเร็วในตอนต่าง ๆ

ท่อนที่ 5 ห้าแถว

ท่อนที่ 5 ห้าแถว เป็นท่อนสุดท้ายของบทเพลงชุดนี้ เป็นท่อนที่ผู้ประพันธ์เลือกใช้ยันต์ห้าแถว หรือยันต์หนุนดวง ที่มีความเชื่อว่าผู้ที่บูชายันต์นี้จะช่วยส่งเสริมพุทธคุณของยันต์อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วให้เข้มขลังขึ้น             การประพันธ์เพลงท่อนนี้เป็นการนำทำนองหลักของบทเพลงทั้งสี่ท่อนในบทเพลงชุดนี้มาทวนซ้ำ โดยที่ทุกทำนองหลักนั้นมีความเชื่อมโยงและมีความสอดคล้องกันในมิติต่าง ๆ เช่น โครงสร้างของทำนอง โครงสร้างของจังหวะ และโครงสร้างของเสียงประสาน บทเพลงท่อนนี้อยู่ในสังคีตลักษณ์แบบสามตอน โดยตอนที่ 1 เป็นบทนำที่มีการนำเสนอส่วนประกอบที่สำคัญของบทประพันธ์เพลงชุดนี้ ตอนที่ 2 (ห้องที่ 34) ที่เป็นช่วงเชื่อมต่อเนื่องด้วยตอนที่ 3 (ห้องที่ 42) ซึ่งเป็นตอนที่มีความยาวที่สุดของท่อนและในตอนที่ 3 นี้ มีการนำเสนอตอนแยกที่เนื้อดนตรีมีความแตกต่างจากตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ตอนจบของบทเพลง (ห้องที่ 139) ใช้ขั้นคู่เสียงและโมทีฟจากทำนองหลักของบทเพลงในท่อนที่สองและท่อนที่สี่ของบทเพลงชุดนี้มาพัฒนาเป็นตอนจบของบทเพลง

แหล่งที่มา

  • ผู้ประพันธ์เป็นผู้เขียนส่งมอบให้ Thai Wind Composers

 

 

รายละเอียดเพลง

Composer

Piccolo

Flute 1, 2

Oboe 1, 2

Bassoon 1, 2

Eb Clarinet

Bb Clarinet 1, 2, 3

Bass Clarinet

Alto Saxophone 1, 2

Tenor Saxophone

Horn 1, 2, 3, 4

Trumpet 1, 2, 3

Trombone 1, 2

Bass Trombone

Euphonium

Tuba

Double Bass

Timpani

Chimes

Percussion 1 – Xylophone & Suspended Cymbal

Percussion 2 – Marimba & Tam-tam 

Percussion 3 – Clash Cymbal, Suspended Cymbal & 

Percussion 4 – Bass Drum, Tam-tam & Anvil

Percussion 5 – Glockenspiel, Tam-tam & Anvil